12/24/08

My Full House


How gentle is the rain at My Full House In Khon Kaen.That falls softly on the meadow births hight up in the trees.Serenade the clouds with their melody.How gentle is the rain.See there beyond the hills the bright colors of the rainbow some magic from above made this day for us.Just to fall in LOVE
When we make a home When our love has grow.and we can say"Forever"When we make a home save and warm.My Lovely home

Another summer day has come and gone away But i wanna go home May be surrounded by amillion people I still feel all alone I just wanna go home Another sunny place I am feel good I know But I waan go home Let's me go home I wanna come home Another winter day has come and gone away I've had my run someday I'll gotta go home It will all be all rigth I'll be home to night I'm coming back HOME

++++++++++
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมบ้านน้อยๆๆหลังนี้ค่ะ ทั้งพี่ๆ ทั้งน้องๆใช่แล้วค่ะบ้านหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อตอนต้นพฤศจิกายน51 ค่ะ ด้วยเงินเก็บและน้ำพักน้ำแรงที่แม่และพี่ๆและน้าๆที่บ้านเขาก็มีส่วนช่วยผลักดันให้สร้างจนเสร็จเดิมทีไม่มีที่จะซุกหัวนอนกันค่ะ ตัวบ้านและการออกแบบก็เป็มไปตามที่ตั้งใจค่ะ แต่ว่าตอนที่สร้าง และสีที่ทานี้ ตามใจช่างรับเหมาค่ะ เอิ้กๆๆๆๆๆ เพราะว่าไม่มีเวลาลงไปดูงานเลยค่ะ ให้แม่ดูแม่ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากมายเกี่ยวกับการก่อสร้าง สรุปแล้วช่างโทรมาบอกว่าให้ไปเลือกกระเบื้องก็เลยลงไปเลือก เอิ้กๆๆๆๆๆ อยากหัวเราะให้เป็นภาษา...ที่เขาไม่ได้หัวเราะกันค่า.....กระเบื้องตอนเลือกก็ตรงตามที่ต้องการแต่ไง๋ตอนที่เอามาเป็นอีกลายไม่ใช่ตามที่เราเลือกไว้ค่ะ หุหุหุหุ แม่โทรมาว่าไม่ใช่สีที่ตอมเลือกไว้ แต่แม่ชอบลายนี้และสีมันก็เข้ากับตัวบ้านด้วย เอิ้กกกก สร้างบ้านหน้าฝนค่ะ สรุปแล้วแม่ให้เขาใช้กระเบื้องลายนี้ไปเป็นอันเสร็จค่ะ.....คราวนี้มาเรื่องของสีทาบ้านบ้าง....ช่างโทรมาบอกว่าให้เลือกสี ....แต่ว่าไม่ได้ลงไปดูเองบอกว่าชอบสีแดงปูนอิฐ ...และแล้วช่างก็เลยลงมือเลยก็เลยเห็นตามที่ออกมาล่ะค่ะ เอิ้กๆๆๆๆ ตกลงสีบ้านและกระเบื้องปูพื้นเป็นไปตามใจช่างค่ะ เอิ้กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เอาล่ะ Project ตอนนี้ก็เรื่องต้นไม้อีกค่ะต้นไม้ตอนนี้ทะยอยเอาลงค่ะ .........

บ้านเรา ... แสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา คำว่าไทย ซึ้งใจ เพราะใช่ทาสเขา ด้วยพระบารมีล้นเกล้า คุ้มเรา ร่มเย็นสุขสันต์ ทุ่งทิพย์ ... ฟ้าขลิบทอง ริ้วแดดส่องสดใส งามจับใจมิใช่ฝัน ปวงสตรี สมเป็นศรีชาติเฉิดฉันท์ ดอกไม้ชาติไทยยึดมั่น หอมทุกวัน ระบือไกล บุญนำพา กลับมาถึงถิ่น ทรุดกายลงจูบดิน ไม่ถวิลอายใคร หัวใจฉัน ใครรับฝากเอาไว้ จากกันแสนไกล ยังเก็บไว้หรือเปล่า เมฆจ๋า ... ฉันว้าเหว่ใจ ขอวานหน่อยได้ไหม ลอยล่องไปยังบ้านเขา จงหยุดพัก แล้วครวญรักฝากกับเขา ว่าฉันคืนมาบ้านเก่า ขอยึดเอาไว้เป็นเรือนตาย ...

พอวันนี้ชักคิดถึงเลยพยายามเอามาให้เพื่อนๆฟังกันแต่ว่าเอาเพลงมาลงไม่เป็นค่ะ (ใครทำเป็นช่วยบอกทีค่ะ) ...เอาล่ะ ค่ะ เอาบทความมาลงนี้ก็น่าจะดีค่ะเพราะว่าคนเขียนมีความชอบเป็นส่วนตัวอย่างมากค่ะ เป็นเพลงไทยค่ะฟังแล้วอาจจะเก่าแต่ว่าเนื้อหากินใจค่ะ หากว่าใครอยากฟังก็เข้าไปฟังที่ ieieie เฉพาะคนที่ชอบเพลงไทยเก่าๆๆจริงๆๆค่ะ เอิ้กๆๆๆweb http://www.music.oldsonghome.com/ ได้ค่ะ อย่างบ้านหลังน้อยๆๆหลังนี้ที่เห็นค่ะ ขอบอกเลยค่ะว่าเป็น Full House จริงๆๆค่ะ ไม่หรูหรา แบบเรียบๆ ยังไม่มีการตกแต่งอารายในบ้านค่ะ ....แล้วติดตามต่อ...นะคะ.....(ถ้าตกแต่งเสร็จแล้วนะคะ)

A Rose in Winter กุหลาบเหมันต์

วันนี้ชีวิตต้องมีความหวัง...หวังสักวันวันที่รอคอยจะมาถึงขอบคุณที่ทุกๆๆคอยเป็นกำลังใจให้มีวันนี้คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

Viet Nam ภาค 2 (ต่อ)

ว่าแล้วก็อยากให้ประเทศไทยเป็นอย่างงี้บ้างจัง...ที่นี่ มีกฎหมายที่ว่าหากใครจะชุมชุมหรือว่าประท้วงต้องขออนุญาตจากทางรัฐบาลก่อนค่ะ ...เอิ้กๆๆๆ 5555 แล้วเขาจะอนุมัติหรือปล่าวล่ะนี่ได้ข่าวว่าได้มีประชาชนไปขอยื่นว่าขอประท้วงโดยสงบ แต่จนแล้วจนรอด เท่าทุกวันนี้ยังไม่ได้การอนุมัติเลยค่า เอิ้กๆๆๆประมาณว่า คำขอการอนุมัตินั้นไม่สมเหตุสมผลเขาจะดองคำขอนั้นไปเลยค่า...เอิ้กๆๆๆๆๆ เมืองไทยน่าเอาอย่างนะคะ...พูดเรื่องการเมืองแล้วเดี๋ยวไม่จบค่า เรื่องมันยาว..เดินทางต่อค่ะ....
เวียดนามวันนี้มีความหวัง ...อย่าบอกเลยนะคะว่าความหวังวันนี้มันคืออะไรในเวียดนาม คนเวียต นั้นถือว่าความขยันมาเป็นดับดับหนึ่งเลยค่ะ เท่าที่สัมผัส (แต่เท่าที่สัมผัสมาอีกล่ะค่ะ คนเวียตมักจะลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับใครบางคน ปลเวก็ไม่ชอบรักษาสัญญาค่ะ) เพราะ ตอมเองก็มีเพื่อนเป็นคนเวียต บ้านเขาอยู่ที่โอจิมินห์ โอ๊ะๆๆๆ ห่างจากฮานอยก็ถือว่าห่างมากๆๆๆ เอิ้กๆๆ ทีแรกโทรนัดกันไว้แล้วว่าจะมาเจอให้ได้แต่จนแล้วจนรอด เพื่อนก็มาไม่ได้ค่ะ ถือว่าเป็นคนที่สวยคนหนึ่งทีเดียวค่ะ อ้าววววว ใครอยากมีแฟนเป็นคนเวียต แท้ๆๆๆๆ ติดต่อ ตอมได้ค่ะ เอิ้กๆๆๆ แต่เขาพูดไทยมะได้นะคะ พูดเวียตนาม และภาษาปะกิตเท่านั้นค่า .....เอิ้กๆๆๆ ผ่านล่าม อะตอมก็ได้นะคะ ไม่เกี่ยงค่า สำหรับคนที่จะมีแฟนเป็นคนเวียต เอิ้กๆๆๆ เอ้า...เดินทางต่อค่ะ และแล้วก็ใช้เวลาในการนั่งรถ 3 ชั่วโมงกว่าๆๆ ในการมุ่งหน้าเข้าสู่ ฮาลองค่ะ ตัวนี้เป็นไฮไลน์ ของที่นี่เลยค่า...โดยใช้ระยะทาง 180 กม.ค่ะ ถึงแล้ววววและแล้วก็ถึงจนได้แรกเลยต้องเข้าโรงแรมเลยค่ะ แต่ที่โรงแรมดีหน่อย มีแหล่งช้อปปิ้งค่า อิอิอิ ชอบมากเลยค่ะ แต่เดินๆๆอยู่ โอ๊ะ..คนไทยก็มาเที่ยวที่นี่เยอะเหมือนกันค่ะ เอ้าจ๊ะเอ๊....อีกแล้วพี่ไทยเรานี่เองแต่มาคนละ group แต่ช่างเตอะ จุดหมายปลายทางเรามาที่เดียวกันนี่นาคือที่นี่ อ้าวววถึงเวลาแล้วประมาณว่าตอมก็อยากได้โน่นได้นี่ตามประสาผู้หญิงดีดีนี่ล่ะค่ะ คงไม่ว่ากัน เอิ้กๆๆเมือมาพร้อมคณะแล้วทุกคนออกล่า....ไม่อยากบอกเลยค่ะว่า ซื้อของนะ การต่อราคา ก็ 50 % ของราคาของเลยค่า แต่ เอิ้กๆๆๆ บางทีก็ 70 % ก็มี ขอบอก ไอ้เราจะซื้อตุ๊กตาชาวเวียตนาม คิดว่าถูกสุดๆๆแล้ว แต่เดินไปอีก มีถูกกว่าเดิมค่า เอิ้กๆๆ เขารับเงินไทยด้วยนะคะ เรียกว่า ไม่ต้องพกเดินดอง (สกุลเวินเวียตนาม)แต่พกเงินไทยได้เลยค่า..อิอิอิ เสร็จโจ๋เลยค่า...เงิน USD เป็นหมันไปแล้วค่า ไม่ได้ใช้เลย ขอบอกนิดนะคะว่ามีคนไทยมาซื้อของที่นี่แล้วเอาไปขายที่ JJ ก็มีนะคะ แบบที่นี่ของถูก แต่ขอย้ำต้องต่อให้เป็นด้วยนะคะ....ได้พวกทัวร์ที่พาเราเข้า Duty นั้นไม่ได้เงินเราเลยค่ะ เอิ้กๆๆๆ เพราะของที่ Duty นี่โคตะระ แพงเลยคร้าบบบบบบ....อ้าว๐๐๐๐เป็นอันเสร็จสิ้นการท่องราตรีของที่ฮานอย......เอ้าเช้าต่อค่ะ หลังจากที่ทานข้าวที่โรงแรมเสร็จ ก็ GoAheard ไปล่องเรือชมอ่าวค่ะ ก็คืออ่าวฮาลองเบย์ ถือว่าเป็นมรดกโลก เชียวนะคะ แต่อนิจจา อนิจจัง ...แม่เจ้าโว้ย ขยะจากนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแล้วฝากจาลึก ไว้นั้นก็มีมากพอดูค่ะ น่าเสียดายทัศนียภาพอันงามๆๆ

บรรยากาศการล่องเรือค่ะ บอกไว้ก่อนแค่ตัวอย่างบางตอนที่เอามาลงให้ดูค่ะ จากนั้นก็ได้ไปดูเขาทำกระชังเลี้ยงปลากลางทะเลสาป

บรรยากาศกลางทะเลสาปที่เขาเลี้ยงพวกปลาทะเลแต่ราคาแพงหูฉี่เลยค่ะแพงกว่าบ้านเราอีกค่า เอิ้กๆๆๆแค่ดูและถ่ายรูปไว้ก็พอค่ะเพื่อความสบายในกระเป๋า เอิ้กๆๆๆๆ นี่ล่ะค่ะบรยากาศการล่องเรือล่องอ่าวฮาลองเบย์ ที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก้ ถึง 2 ครั้งด้วยกัน ในด้านธรรมชาติ และล่าสุดคือ ด้านธรณีวิทยา ล่องเรือชมเกาะน้อยใหญ่กว่า 2 พันกว่าเกาะ ที่สลับ และซับซ้อนราวกับภาพวาด 3 มิติ และ จากนั้นก็ต่อที่ถ้ำด่งเทียนกุง ที่มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม มีทั้งตำนายมังกร นมสาว อะไรต่ออะไรมากมายค่ะ ถ้าเล่าให้ฟังคงไม่จบแน่ค่ะ แต่ถ้าใครอยากได้ข้อมูลหรือประวัติศาสตร์ก็ติดต่อตอมได้ ที่ Blog นี้นะคะ ยินดีให้ข้อมูลทุกอย่าง ไม่เม้มเลยค่ะ...ในรูปร่างแปลกตาทำให้ผู้ชมสามารถเพลิดเพลินไปกับการจินตนาการ จากหินงอก หินย้อยรูปร่างต่าง ๆ เอาบรรยากาศภายในถ้ำมาให้ดูค่ะเป็นพี่แว่นคู่สามีภรรยาที่ sweet กันค่ะ ร่วมเดินทางด้วยครั้งนี้ค่ะทั้ง สองน่ารักมาค่ะ ไม่ใช่ข้าวใหม่ปลามันนะคะ มีลูก 2 แล้วค่า แต่เลือกที่จะมาเที่ยวที่ ฮานอยเช่นกันค่ะ
เอาล่ะค่ะ...เดินทางต่อดีกว่าหลังจากที่ผจญภัยในการเข้าถ้ำศึกษาชีวิตประวัติศาสตร์แล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางกลับกรุงฮานอยค่ะ แต่กว่าจะถึงก็ค่ำพดีค่ะ ไม่พูดพร่ำทำนองเพลง คุณไกด์พี่แต๋วพาเราเข้าพักที่โรงแรมเลยค่ะ แต่ว่าระหว่างทางก็เช่นเดิมค่ะ แวะตามมารยาทที่ร้านช้อปปิ้ง duty shop ค่ะ แต่ว่าส่วนมาจะซื้อของกินไว้หม่ำมากกว่าค่ะ..เอิ้ก...กองทัพต้องเดินด้วยท้องค่า....รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งถ้าท้องอิ่มค่ะ ...แต่ว่าขอเดินท่องราตรีอีกหนนะคะที่ใกล้ๆๆกับโรงแรม CWD แล้วก็ราตรีสวัสดิ์ค่ะ....เอ้าและแล้วเช้าแล้วววจร้าวันนี ทานข้าวที่โรงแรม คนเยอะน่าดูค่ะ มีแต่ group tour ทั้งน้านนน ทานเสร็จระว่างที่กรุ๊ปอื่นเขาไปแล้วแต่คณะเรายังรอ ...แต่ในการรอก็เพื่อไม่ให้เสียเวาล ถ่ายถาพมันทุกช้อต..เลยค่ะ แต่ที่โชคดีกว่านั้นอีกค่ะ ได้เห็นประเพณีการแต่งงานของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เวียตนามนี้ค่ะ แต่ว่าเนื่องจากการเวลาที่เปลี่ยนวัฒนธรรมทางตะวันตกมีอิทธิพลมากไป เลยอดเห็นประเพณีแบบ เวียตๆๆ แท้ๆๆๆ ว้าเสียดายค่ะ แต่ก็ดีค่ะ ถือว่าเรามาที่นี่แล้ว ก็ยังได้เห็นการแต่งแบบ เวียตนามสมัยใหม่ค่า ...
เนี่ยละค่ะเก็บภาพมาได้ ไงคะอยากไปแต่งงานกันไม๊คะ......เอาล่ะไมรอช้าแล้วค่ะเดินทางต่อไปที่สานคุณลุงโฮฯค่ะ พอไปถึงติดขัดชะมัน...ไม่รู้ว่าอะไร...อ๋อวันนี้วันจันทร์ เจอแจ๊คพ้อต เยอเร่อเลยค่า พี่อแม่พี่น้องคร้าบบบบ.ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมคาระวะศพในสุสานลุงโฮฯ โฮ๊ะๆๆๆๆ ช่างดีแท้เหมาะนักท่องเที่ยวเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาแต่ไม่ยักกะให้เข้าชมเป็นวันอารายก็ไม่รู้ เอิ้กๆ.....เอาล่ะเมื่อไม่ได้เข้าชมก็ไม่เป็นไร..วุ้ย.....อารายกันนักหนา เอ้าก็เลยต้องถ่ายรูปบริเวณข้างนอก แต่เวร กรรมทีแรกนึกว่าความอภิสิทธิ์จะมีแค่ที่เมืองไทยค่ะคุณขาที่เมืองฮานอยก็มีเหมือนกันนะคะ ตำรวจที่นี่ปิดถนนปิดสถานที่บริเวณรอบๆๆสุสานคุณลุงโฮ ...โอแม่เจ้านี่มันอะไรกัน เขาบอกว่าเดี๋ยวรออีกชั่วโมงถึงจะเปิดให้เข้า ถามไปถามว่าว่าเหตุผลอันใดไม่ให้เข้า โฮ๊ะๆๆๆๆแม่เจ้าขา เนื่องจากว่ามีใครสักคนที่เขาเพิ่งแต่งงานแล้วก็มาถ่ายรูปเป็นที่ระทึก ...เอ้ย..ระลึก ไว้จึงปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายเข้าไปถ่ายรูปเพราะมันจะมี black ไม่สวย โอโฮ...ทริปนี้ก็เลยเป็นว่า ทรหดมากค่ะ คิดดูเถอะนะคะว่าบิรเวณนอกสุสานนั้น กว้างไกลเพียงไร ปิดหมดเลย ..แค่คนที่เส้นใหญ่เล้นก๊วยจั๊บ จ้องการถ่ายรูป แม่เจ้าโว้ยยยยยย หกต.....กันมากเลยค่ะ ที่นี่ก็คือเมืองฮานอยหรือกรุงฮานอย เอิ้กๆๆๆๆๆๆ แต่เอาล่ะไกด์เราก็ใช้ได้ค่ะ บอกว่าเปิดๆๆๆๆได้แล้วเงินจะเข้าบ้านตัวเองไม่ยอมเปิดรับเงินวุ้ย...เห็นที่เมืองฮานอยนี้ล่ะ ..และแล้วเราก็ได้เข้าไปถ่ายรูปโดย group เราเป็นgroup แรกที่เข้าไปค่ะ อิอิอิอิ...ไม่ใช่อภิสิทธิ์หรือเส้นใญ่แต่เพราะเป็น group แรกที่อยู่คนแรกเลย อิอิอิ หลังจากนั้นก็มีนักท่องเที่ยวที่เป็น ฝาหรั่งเขามาขอยืมหมอก หรือเรีนกว่าหนอน ๆ สาเหตุที่เรียกอย่างงี้เพราะว่าชาวเวียตนามนั้นได้รับอิทธิพลมาเยอะจากชาวจีนแต่ก็พยายามปฏิเสธอิทธิพลและวัฒนธรรมต่าวๆๆๆของจีน เนื่องจากประวัติศาตร์จีนนั้นได้ทำความเจ็บช้ำไว้มากให้กับชาวเวียตนามค่ะ ..และแล้วเราก็เลยบอก I give for you Kha.เขาก็เลยถามว่า Where are you from?ตอบแบบไม่ต้องคิด From Thailand ieiiei"เขาชอบใจใหญ่เลย ก็เลยมีพี่เขาบอกว่า เราเป็นฑูตวัฒนธรรมไปแล้ววววอิอิอิภูมิใจจัง เอ้า...ไปต่อ ค่ะ ที่พิพิธภัณฑ์ บ้านลุงโฮ และสถานที่สำคัญทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งเดิมเคยเป็นที่ทำงานของผู้สำเร็จราชการของประเทศต่างๆ ในแถบอินโดจีน ชม บ้านพักของท่านโฮจิมินห์ และ วัดเสาเดียว ซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกบัว ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางบัว สามารถขึ้นไปด้านบนเพื่อ สักการะเจ้าแม่กวนอิมข้างในพิพิธภัณฑ์จะมีบันทึกต่างๆๆมากมายตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนมาถึงปัจจุบัน เอาล่ะค่ะใครอยากไปให้ลองไปสักครั้งนะคะแล้วจะรู้ซึ้งเลยล่ะค่ะ อาจจะเรียกได้ว่ากลับมาแล้วรักกกกประเทศไทยมากกว่าเดิมนะคะ.......

12/15/08

Viet Nam is a Country Not a War

Hanoi Today.




















ซินจ่าว เวียดนาม For Tour Waso บันทึกการเดินทาง 26-28 ธันวาคม 2550 คณะร่วมการเดินทางครั้งนี้มีทั้งหมด 10 ชีวิต และจุดนัดพบกันนั้นก็คือที่สนามบิน เริ่มต้นการเดินทาง Check in ยังเคาน์เตอร์ สายการบินนกแอร์ โดยเที่ยวบินที่ DD3200 เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ต่างแยกกันไป นัดเจอกันอีกทีที่ประตู gate แต่ทริปนี้ช่างเฉียดฉิวซะเหลือเกิน เมื่อพิมพรรณ ต้องการที่จะ Shopping เพื่อที่จะซื้อของ ใน Duty Free Shop และก็รับของที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้ ก็อย่างๆที่รู้กันว่า Duty ในสนามบินนั้นไม่ใช่พื้นที่น้อยๆ เสียเมื่อไหร่ เรียกว่าระยะทางที่จะผ่านไปนั่งรอก่อนขึ้นเครื่อง โอโฮ แม่เจ้าขา....ของใน Duty ช่างยั่วน้ำลายพวกนักช๊อปเสียเหลือหลาย..ระยะทางที่จะ shop นั้น ไม่มีเบื่อเลยล่ะ ลืมเวลาขึ้นเครื่องได้เลย หากมัวเพลิน ไม่รู้กะเวลาล่ะก็มีสิทธิ์ตกเครื่องได้นะจะบอกให้ (เดี๋ยวหาว่าไม่บอกกัน) งานนี้วิ่งแจ้นขึ้นเครื่องชนิดที่นายโทรมาตาม นับสิบกว่าครั้ง ( มัวทำไรอยู่เครื่องจะออกมะรอมมะร่ออยู่แล้วนะ ) ฮ่าฮ่า.....ฮ่ะแฮ่ะ เสียงตามสายมาเป็นระยะๆ เราก็ไม่ไหวแล้วคืนรอ พิมพรรณ มีหวังขึ้นเครื่องไม่ทันอิอิ เจอกันที่เครื่องนะ ok แล้วเราก็ต้องทำเวลาแล้ว สรุปว่ามีรถมารับเพราะว่าไม่ได้เดินขึ้นเครื่องที่งวงช้างอย่างที่คิดไว้ ต้องนั่งรถรับส่ง ไปอีกตั้งไกลค่า...เป็นบัสสุดท้ายที่คณะเราขึ้นเครื่องบัสนี้สำหรับนัก shopping จริงๆๆเลย เพราะแอบฟังคนอื่นที่ขึ้นเครื่องพร้อมเราก็บอกว่าอดใจไม่ไหวที่จะไม่ซื้อ แถมยังอยากที่จะ shop ต่อ (เป็นไงบ้างล่ะคะก่อนเดินทางไปเวียดนามก็พากันละลายทรัพย์เสียนี่) เอาล่ะนั่งที่ประจำนี่ แอร์โฮสฯบอกว่าเครื่องกำลัง Flying แล้ว ลาว.... เอ้ย เรา สามคน (พิม ตอม เมย์) ก็โดนดุกันจนได้ ว่าทำอะไรกันอยู่เดี๋ยวให้วิ่งตามเครื่องหรอก.....ฮ่ะฮ่ะ.. และแล้วก็ View from the Top เที่ยวครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วค่ะ แต่ครั้งกระโน่นเมื่อนานมาแล้ว เมื่อสมัยที่เรียนจบใหม่ๆ แต่อะตอมก็ บ่อยั่น ฮ่าฮ่า เพราะเคยได้ลั่นวาจาไว้ก่อนหน้านี้ต่อหน้าทะเลสาปคืนดาบที่ ฮานอยแล้วว่าหาก “ข้าพเจ้ายังมัวาสนากับที่นี่ขอให้ข้าพเจ้าได้มาเหยีบที่นี่อีกทีเถิด” และแล้วความปราถนาของเราก็เป็นจริงเมื่อตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนเครื่อง ขณะเครื่อง Flying อยู่ นักบินก็เสียงมาตามสายว่าขณะนี้เครื่องได้บินอยู่แถบเหนือ “น่านฟ้าจังหวัดขอนแก่น” และแล้วก็ได้ยินเสียของนายบอกว่า โดนเลยถึงบ้านแล้ว ฮ่ะฮ่ะ อยากโดดเหมือนกันค่าแต่เสียดายชีวิตนี้ หนูยังไม่ได้เปลี่ยนนามสกุลเล้ย เอาไว้ก่อนค่ะ อิอิ..... และระหว่างที่นั่งๆอยู่ ก็มีบริกร หรือที่เราเรียกๆๆกันว่าพวกนางฟ้านี้ล่ะค่ะ จะคอยให้บริการเครื่องดื่มและอาหารตลอดเลยค่ะ แต่อะอะ..ต้องเสียตังค์ซื้อนะคะเพราะว่าสายการบินนี้เป็นสายการบิน Low Cost รู้ไม๊ค่ะว่าอาหารที่ยอดนิยมและก็นิยมตลอดการ นั้นคือ อาหารญี่ปุ่น .....มาม่าคัพค่า.....haha ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่ากินมาม่าที่บ้านกับกินแบบลอยฟ้านี้รถชาติมันต่างกันอย่างไร แต่ก็เห็นผู้โดยสารสั่งกันแบบว่ากินอย่างเอร็ดอร่อยมากๆๆๆๆทั้งคนไทยและทั้ง ฝาหรั่ง แต่ไม่ยักกะมีเจ้าของต้นตำหรับมาและสั่งกินเลย..และแล้วการ Flying ครั้งนี้ รวมแล้ว 1.50 ชม.นั่งยังไม่ทันได้ก้นร้อนเลยค่ะ จากกรุงเทพฯ เครื่องกำลังจะ landing ที่สนามบินระหว่างประเทศที่กรุงฮานอยมีชื่อว่า นอยไบ (Noi Bai) แล้ว แต่เอ๊ะในระหว่างบินอยู่บนฟ้า ไม่ยักกะเห็นนางฟ้าและเทวดาอยู่บนก้อนเมฆเลย สงสัยท่านจะกลัวเครื่องบิน บินชน ....
เมื่อเครื่อง Landing ทุกอย่างก็เริ่มต้นการผ่านด่านอีกครั้งที่ สนามบินฮานอยขั้นตอนการเข้าออกก็แสนงายมากค่ะ โดยผู้ที่ถือหนังสือเดินทางไทย ไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า) โดยสามารถอยู่ในเวียดนามได้ไม่เกิน 30 วัน ยื่นใบตรวจคนเข้าเมือง (สีฟ้า) ต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานฯ ในวันเดินทางถึง และต้องเก็บสำเนาไว้ แสดงต่อเจ้าหน้าที่ฯ เมื่อเดินทางออกจากเวียดนาม
ยื่นใบสำแดงภาษีศุลกากร (สีเหลือง) สำหรับสัมภาระที่นำติดตัวมา และเก็บสำเนาไว้สำหรับการเดินทางออกจากเวียดนาม เมื่อทุอย่างโดยประทับตราเข้าเมืองแล้วทุกคนต้องมารอรับกระเป๋ากันที่สายพาน อากาศเริ่มหนาวและต่างจากเมื่อตะกี๊ที่เรามาจากเมืองไทยเพราะเพิ่งจะร้อนเป็นตับแล่บ แต่ทุกคนก็ต้องร้องหาเสื้อกันหนาวจ๋า...อยู่หนาย พอเริ่มออกจาก ประตูก้าวย่างออกมาเห็นไกด์ชู้ป้ายรอรับที่หน้าประตูและมีผู้ร่วมเดินทางด้วยอีก 2 คน คือ สามีและภรรย่าที่น่ารักทั้งคู่ พี่แว่น และคุณอำนาจ สองสามีภรรยาทีแรกนึกว่าเป็นคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันกัน แต่ที่ไหนได้ มีลูกสองแล้วค่า...........
โฉมหน้า (ข้างๆ) รถนินิบัสที่ใช้ในการเที่ยวครั้งนี้ ยังใหม่ค่ะ หากใครคิดว่าไปเที่ยวเวียดดนามรถที่ให้นั้นเป็นรถที่ล้าสมัยนั้นคิดผิดค่ะ ...เพราะรถที่ใช้ในการท่องเที่ยวส่วนมากนั้นจะเป็นรถ ค่อนข้างใหม่ค่ะ อิอิใหม่ในที่นี้คือบ้านเขานะคะแต่ถือว่า ok แต่สภาพการจราจร อย่าพูดถึงเลยค่า เรียกได้ว่า ถ้าใครอยากที่จะไปลงทุนทำธุรกิจซักอย่างแนะนำให้เปิดธุรกิจเกี่ยวกับ แตรรถค่ะ เพราะไม่ว่าจะอะไปก็แล้วแต่ แตรรถสำคัญที่ส็ดดด เรียกว่ามีรถที่ไหน เขาจะบีปแตรที่นั่น ทุกๆแยกทุกถนนทุกไฟแดงหรือแม้กระทั่ง ป้ายห้ามกดแตรบริเวณโรงพยาบาลก็มิเว้น กดตลอด ค่ะ...แส้นทาง เพราะฉะนั้นอาชีพ หรือธุรกิจที่น่าลงทุนที่สู้ดเลย คือ รับซ่อมแตรรถรถ ฮาฮาฮา....เริ่มมีฝนลงและอากาศก็หนาวขึ้นมาทันใดทุกคนต้องรีบขึ้นรถ รถที่ใช้และระหว่างที่เที่ยวครั้งนี้จะเป็นมินิบัส พวงมาลัยนั้นจะเป็นด้านซ้าย และคนขับก็มือต้องไวในการกดแตร..และทั้งหมด ระหว่างทางไม่ต้องพูดถึงรถไม่ต้องให้แอร์เพราะอากาศก็หนาวถึงใจอยู่แล้ว ไกด์เราได้บอกว่า กรุงฮานอยและบริเวณตอนเหนือของเวียดนามมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และชื้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม
เพราวันนี้ที่เรามานั้นเป็นช่วงปลายปีก็ไม่ต้องพูดถึง หนาวก็หนาวถึงใจ ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม อากาศค่อนข้างร้อนจัด ...อ้อส่วนไกด์นำทาง หรือว่าบรรยายในตลอดทั้งทริปนี้ เป็นไกด์กิติมศักดิ์เชียวค่ะ คือ ไกด์ พี่แต๋ว ค่า....พูดไทยชัดและคล่องมากๆๆ จะไม่ให้ชัดและคล่องได้อย่างไรล่ะคะ ประมาณว่าเกิดที่เวียดนาม โตที่มุกดาหารฝั่งไทย ย้ายบ้านไปอยู่ที่อุดรธาฯ บ้านเฮานี้เองค่ะ และแต่งงานกับคนเวียดนาม เป็นเจ้าหน้าที่ในสถานทูต (อิอิ..พี่แต๋วบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่นะคะ ไม่ได้เป็นท่านฑูต ฮาฮา..)
ระหว่างทางได้มองเห็นบรรยากาศรอบๆๆรถที่วิ่งผ่าน บรรยากาศระหว่างทางจากสนามบินไปยังตัวเมืองฮานอย จะเห็นเป็นตลาด (ดิน กะ แด or แบกับดินจริงๆค่ะ) บรรยากาศสดๆกับฝนโปรยลงมา หนาวจับใจดีค่ะ....



เอาล่ะค่ะวันนี้มื้อแรกก็เริ่ม รับประมาณกันเลย เปิดเมนูวันนี้เป็น เฝอ... สไตล์เวียดนามแต่ไม่ใช่ Original นะ เป็นเฝอที่อร่อยในระดับหนึ่งที่กินแล้วติดปากคนไทยอย่างเราๆ แต่หละงจากที่กินเสร็จแล้ว ไม่อยากบอกเล้ยยย ว่าคอแห้ง คอแห้งเป็นผง ต้องขอน้ำสักขวดหน่อยเอ้อออ สงกะสัยชูรสมันเยอะไปหน่อย เพิ่มพลังเสร็จก็เดินทางต่อ ย้ำ..เดินค่ะ เพื่อที่จะไปชมวัดที่อยู่ใกล้ๆกับร้านอาหาร
บริเวณวัด ข้างในมีนักท่องเที่ยวมากมายทั้งชาวไทย และต่างประเทศ (ฝาหรั่ง) แต่เสียอย่างเดียวไม่มีห้องน้ำ แต่เอ๊ะๆๆๆๆ มีค่า แต่ไม่น่าเข้าแล้วล่ะ ....
ณ วัดที่ตรงนี้ นั้นมีประวัติและมีตำนานอันยาวนานชองชนชาวเวียต เพราะที่นี่ถือว่าเป็นวัด หรือเป็นที่โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม หรือเขาเรียนว่ามหาวิทยาลัย สำหรับ จองหงวน ไนสมัยนั้น แต่ว่าทำไมก็ไม่รู้อีกล่ะค่ะว่าเป็นไมแผ่นบันทึก เรื่องราวประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนี้จึงมีแต่แผ่นปูนทั้งน้าน...คงประมาณว่าการศึกษาที่มีรากฐานที่แข็งแรงจะได้พาให้ประเทศไปสู่การพัฒนาที่ดีกว่าเดิมค่า.......


12/13/08

Wai Pra Go To Temple

วันนี้ไปตั้งแต่เช้าตรู่ ไปใส่บาตรพระที่วัดเนื่องจากวันนี้คือวันออกพรรษา และได้มีโอกาสไปที่วัดหนองแวงจังหวัดขอนแก่นค่า โอกาสเวลาของเรายังมีอยู่ข้างหน้า แล้วก็ไม่มีแน่นอนว่าเราจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ เราก็ไม่ทราบเหมือนกันทุกคน ขอให้สร้างความดีอย่าเดี๋ยว อย่าผัดวันประกันพรุ่งแต่ประการใด..